Entry 9: Dark Knight I

posted on 18 Dec 2009 09:50 by altenter

 

สวัสดี เสือรัตน์

ขอบคุณมากสำหรับคำแนะนำ ความจริงแล้วการได้คุยกับคนไกลตัวบ้าง มันทำให้เราได้คิดอะไรกว้างขึ้น และที่สำคัญคือมักจะได้มุมมองที่ต่างไปจากเดิม

เสือรัตน์ชอบเรื่องราวเกี่ยวกับ Superhero ไม๊? เช่นพวก Superman, Batman, Spider-Man อะไรพวกนี้ ส่วนตัวผมชอบมาก
เมื่อสองสามวันก่อนผมมีโอกาสอ่านหนังสือที่ชื่อว่า Batman and Philosophy เขียนโดยนักเขียนหลายคน

ในเล่มเขียนเกี่ยวกับความคิด และปรัชญาต่าง ๆ ที่ห้อมล้อมเรื่องราวของมนุษย์ค้างคาวไว้ ซึ่งมันทำให้ผมตาเป็นประกาย ให้เล่าหมดก็คงไม่ไหว เอาเป็นว่าขอหยิบมาเล่าแค่บางตอนแล้วกัน

ทำไม Batman ไม่ฆ่า Joker ซะ? เรื่องเลวร้ายต่าง ๆ จะได้จบลง
(Why doesn't Batman just kill the Joker and end everyone's misery?)


บทแรกของหนังสือเริ่มด้วยคำถามข้างบน ซึ่งสำหรับผมนับว่าเป็นจั่วหัวที่โดน ประมาณว่า ทำไมเมิงไม่ฆ่ามันซะเรื่องจะได้จบ ๆ ไป บางคนอาจจะบอกว่าถ้าฆ่า Joker แล้วจะขายอะไรต่อ เรื่องก็จบน่ะสิ ในความเป็นจริงแล้ว Batman (แทบ)ไม่เคยฆ่า Joker หรือวายร้ายตัวไหน ๆ ที่เค้าใช้คำว่า "แทบ" เพราะในฉบับหนัง Hollywood (1989) นั้น Batman ฆ่า Joker แต่ถ้าพูดถึงต้นฉบับหนังสือการ์ตูนจริง ๆ แล้ว Batman ไม่เคยทำแบบนั้น สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นคือ Joker โดน Batman จับส่งเข้าคุกแล้ว Joker ก็หาทางหนีออกมาป่วนเมืองและฆ่าคนใน Gotham City ต่อไป คำถามที่เกิดขึ้นตรงนี้คือ ทำไมไม่ฆ่า Joker ซะ แล้วจะช่วยชีวิตชาว Gotham อีกนับสิบนับร้อยชีวิตที่ Joker จะฆ่าในอนาคต? ถ้าเสือรัตน์เป็น Batman จะฆ่า Joker เลยไม๊? สำหรับประเด็นนี้จะมาเล่าต่อในตอนหน้า

Batman ต่างกับ Superhero คนอื่น ๆ ยังไง?

คำถามนี้ทำให้ผมนึกย้อนไปถึงหนังเรื่อง Kill Bill ขอพัก บุรุษค้างคาวของเราไว้ตรงนี้ซักแป๊บ เดี๋ยวจะวนกลับมานะ
ในหนังเรื่อง Kill Bill: Volume 2 ตอนท้าย ๆ เรื่อง ก่อนจะเข้าสู่ฉากสู้ระหว่าง Bill (แสดงโดย David Carradine) กับ Kiddo (แสดงโดย Uma Thurman)
Bill พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับ Superhero ว่าเค้าขอบการ์ตูน Superhero มาก และเรื่องที่เค้าชื่นชอบมากที่สุดก็คือ Superman สิ่งที่ทำให้เค้าชอบก็คือแนวคิดที่ไม่เหมือนใครที่อยู่เบื้องหลังบุรุษเหล็ก ผู้นี้ เค้าให้เหตุผลว่า Superman แตกต่างจาก Superhero ตัวอื่นทั้งหมดตรงที่ Superman ไม่มีการเปลี่ยนแปลงตัวเองตอนหลังเหมือนอย่าง Spider-Man, Batman หรือ The Hulk แต่ Superman เกิดมาก็เป็นซุปเปอร์แมนเลยไม่เคยเป็นคนธรรมดามาก่อน ส่วน alter-ego ที่ต้องสร้างขึ้นมาตอนหลังคือ Clark Kent ซึ่งเป็นตัวตนแบบคนธรรมดาสามัญ ตรงข้ามกับ Superhero ตัวอื่น ๆ อย่าง Bruce Wayne ที่เป็นคนปกติสร้างแต่ต้องสร้าง alter-ego Batman ที่เป็นตัวตนแบบ Superhero หรือ Peter Parker สร้างตัวตน Spider-Man ขึ้นมา
Bill บอกว่า Batman, Spider-Man นั้นมีเครื่องแบบ (ในหนังใช้คำว่า costume คือ ชุดที่ใส่สำหรับนักแสดงเวลาแสดง) เป็นชุด Bat Suit หรือ ชุดไอ้แมงมุม แต่ costume ของ Superman กลับเป็น ชุดสูท ชุดทำงาน ที่คนปกติใส่ ส่วนเวลาออกปฏิบัตการณ์ชุดซุปเปอร์แมนที่มีตัว "S" บนหน้าอกนั่นเป็นชุดที่ห่อหุ้มตัว Superman ตั้งแต่เด็กน้อยตกมายังโลกนี้แล้ว  นั่นจึงไม่นับเป็น costume แต่เป็น cloth (เสื้อผ้าปกติ)
Bill ถามว่าแล้วเพื่อที่จะทำตัวกลมกลืมเข้ากับสังคมมนุษย์นั้น Superman ออกแบบบุคลิก Clark Kent ยังไง? ผลที่ได้ออกมาคือคนที่มีท่าทางเซื่อง ๆ เงอะ ๆ งะ ๆ ทึ่ม ๆ ตามคนอื่นไม่ทันและ ขี้ขลาด
แล้ว Bill ก็สรุปว่า Clark Kent ก็คือบทวิพากษ์สังคมมนุษย์ในสายตาของ Superman นั่นเอง
คำพูดของ Bill เกี่ยวกับ Superman จบแค่นี้ แต่แค่นี้มันทำให้ผมเกิดอาการ "หนังจบ แต่คนไม่จบ" ขึ้นมาทันที มันทำให้ผมเกิดความสงสัยว่า เฮ่ย แล้ว Superhero เรื่องอื่น ๆ เราได้อะไรจากมันบ้าง

เอาเป็นว่า ผมจะกลับมาเล่าต่อเรื่อง ความแตกต่างระหว่าง Batman กับ Superhero ตัวอื่น ๆ ในตอนต่อไปละกันนะ ถ้าเสือรัตน์ลองเดาเล่น ๆ ไปก่อนก็ได้ว่าต่างยังไง

นี่ก็จะ ปีใหม่แล้วยังไงก็ Merry Christmas & Happy New Year นะ

ขอบคุณภาพจาก http://i97.photobucket.com/albums/l224/viveckvivu/427px-Batman_superman.jpg



Entry 8: Re Psycho

posted on 29 Nov 2009 11:24 by altenter

จะให้ comment กลับเรื่องโปรแกรมมิ่งคงจะไม่ค่อยถนัดนัก เพราะไม่รู้ว่าประวัติความเป็นมา เบื้องลึก แนวดิ่งของแต่ละ program มันเป็นอย่างไร เอาเป็นให้ความเห็นเท่าที่พอจะเข้าใจแล้วกัน 

ตามที่เข้าใจตอนนี้นายมีทางให้เลือกอยู่ 2 ทางคือ JAVA และ .Net framework (ว่าแต่ว่าไม่สนใจ COCO ของ OSX บ้างหรอ) โดยเหตุที่จะทิ้งของเก่าที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำอย่าง MS access เนื่องจากไม่ค่อยมีอนาคต ที่ไม่ค่อยมีอนาคตเท่าที่ผมเข้าใจ ผมว่า MS access มันไม่ให้อิสระกับ programmer ในการพัฒนา application อย่างที่ใจเราต้องการทั้งหมด มันค่อนข้างจะมีกรอบโดยตัว MS access พอสมควร 

คราวนี้ประเด็นก็มาที่ว่าจะเอา JAVA หรือ .Net framework ดีกว่ากัน ผมว่าตรงนี้เราดูที่ช่วงจังหวะชีวิตจะดีกว่าไหมว่าเอื้อให้ไปทางไหน 

คงคล้ายๆกับเราเรียนภาษาในการสื่อสาร จริงอยู่ว่าภาษาจีนมีคนใช้มากที่สุดในโลก แต่ถ้าเราต้องไปทำงานที่อังกฤษ ภาษาจีนที่เราเรียนไปก็ใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ ฉันใดก็ฉันนั้น โปรแกรม JAVA อาจจะ classic และมี developer มากมาย มีงานรองรับมากมาย แต่ว่าถ้าอยู่ผิดที่ผิดเวลาก็ไม่มีประโยชน์ 

อันนี้ก็แล้วแต่จะเลือกละ แต่ฝากไว้อย่าง "เท่ห์ดี ไม่มีจะแดก"  5555

อีกอย่างหนึ่งที่อยากจะบอกก็คือ สินค้าที่มีคนใช้เยอะ คู่แข่งย่อมเยอะตามไปด้วย ภาษาคอมพิวเตอร์ที่มีนักพัฒนา นักเขียนโปรแกรมเยอะ ถึงแม้จะมีบริษัทต้องการมาก แต่คู่แข่งของเราก็ย่อมมากตามไปด้วย 

ไม่รู้ว่าทางการเขียน program จะมีลักษณะ subspecialty บ้างหรือเปล่า ถ้าเราสามารถไปถึงตรงนั้นได้รับรอง ไม่ต้องวิ่งหางาน มีแต่คนจะวิ่งหาเราเสียมากกว่า เหมือนกับที่ว่า

"อันความรู้รู้กระจ่างเพียงอย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล"  

โชคดีแล้วกัน

Where there's a will, there's a way. 

edit @ 29 Nov 2009 13:27:06 by We will rock you!

Entry 7: Psycho

posted on 17 Nov 2009 09:31 by altenter

สวัสดีเสือรัตน์

ช่วงสองสัปดาห์มานี้ผมมีความว้าวุ่นมากเกี่ยวกับเรื่องอาชีพการงาน เอาเป็นว่าขอระบายละกัน
เรื่องก็คือว่า ผมทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ที่ออสเตรเลียมาเกือบปีครึ่งแล้ว
บริษัทขาย application ทางการเงิน ที่พัฒนาบน MS Access ใช้ภาษา VBA (Visual Basic for Application)
หรือง่าย ๆ คือ เป็นภาษา VB สำหรับใช้กับ MS Office ละกัน

ถึงตรงนี้ต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่าผมไม่ใช่คนที่มีความรู้ทาง IT แบบสุดขีด คือแค่พอมั่นใจว่ามีในระดับที่ไม่ขี้เหร่

ตั้งแต่เริ่มทำงานมาจนถึงตอนนี้ผมไม่ค่อยมีความมั่นใจนักว่า MS Access จะมีอนาคตให้ผมแค่ไหน
ในเชิงของการสนับสนุนจาก Microsoft ผมคิดว่าตอนนี้ Microsoft มี .NET Platform เป็นรูปเป็นร่างแล้ว เค้าจะจริงจังกับ VBA แค่ไหน
แน่ นอนว่า Access ก็มีตลาดของมัน แต่ในเชิงขอแรงงานในตลาด programming แล้วผมขอยกตัวอย่างจำนวนงานที่ search ในเวบหางานเคร่าว ๆ ดังนี้

VBA Programmer มีจำนวนงาน < 20
เมื่อเทียบกับ .NET Programmer แล้วจำนวนอยู่ที่ประมาณ 200 - 220
Java อยู่ที่ประมาณ 180 - 200
PHP อยู่ที่ประมาณ 120
(อ้างอิงจาก http://www.seek.com.au เวบไซต์หางานที่ออสเตรเลีย ค้นหาตานพื้นที่เมือง Melbourne
ทั้ง้นี้ ไม่ได้หาค่าเงินเดือนเฉลี่ยของแต่ละภาษา เนื่องจากผมมองไปที่ความยืดหยุ่นของการหางาน มากกว่า)

จากจำนวนงานด้านบนก็คงเห็นได้คร่าว ๆ ว่า VBA Programmer ไม่ได้เป็นที่ต้องการของตลาดมากนักโดยเปรียบเทียบ

สิ่งที่ผมคิดตอนนี้คือ อยากย้ายไปทำ .NET หรือ Java
ถึงตรงนี้ บางคนบอกผมว่าคุณต้องหา project เป็นของตัวเอง หรือไป join project เพื่อจะได้ใช้เป็น profile/portfolioในการหางานใหม่
บางคนบอกผมว่าคุณน่าจะสอบ certificate เช่น .NET Certificate, Java Certificate แล้วมันจะช่วยห้คุณย้ายงานได้
โดยส่วนตัวผม ผมคิดว่านั่นล้วนเป็นคำแนะนำที่ดี

ทีนี้มาถึงส่วนโรคจิตในตัวผมเอง ย้ำว่าโรคจิต
คือ เนื่องจากคนที่แนะนำผมให้เข้ามาในโลก IT คงเป็นพี่วี ซึ่งพี่วีนั้นเป็น Java Developer ไม่รู้ตอนนี้ยังเป็นอยู่รึเปล่า
ฉะนั้น จะมากจะน้อยพี่วีก็คงเป็น idol ของผมในด้าน IT ก็ว่าได้
มันจึงติดค้างในใจผมมาตลอดว่าผมอยากเป็น Java Developer แบบเฮียแก
แต่ในขณะที่สภาพการงานของผมตอนนี้มันเอื้อกว่าให้ผมกลายเป็น .NET Developer

เอื้อกว่ายังไง
ในกรณีที่ผมจะหา project ทำ ผมคิดว่ามันง่ายกว่าที่ผมจะหยิบไอ้ application ที่บริษัทผมขายอยู่ตอนนี้ แปลงมันให้เป็น .NET application ซะเลย (เนื่องจากว่า application ที่ขายมันเป็น desktop application ผมจึงคิดว่า Visual Studio ของ Microsoft เหมาะกับงานนี้มากกว่า และอีกเหตุผลนึงคือ เจ้านายผมเป็นพวก Microsoft fanboy เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้เค้ายอมรับมันต้อง .NET สถานเดียว)

มันอาจจะดูเหมือนเป็นการ re-invent the wheel แต่ผมว่ามันน่าจะดีในระยะยาว หรือเสือรัตน์คิดว่าไง
ข้อเสียคือ ผมยังไม่เคยเจอเวบไซต์ดี ๆ ที่สอนเกี่ยวกับ .NET Technology
แต่สำหรับ Java พี่วีเคยให้มาเวบนึงคือ http://www.javapassion.com ซึ่งอันนี้เรียกว่าดีมาก ๆ

ส่วนด้าน Java ผมไม่มีโปรเจคให้หยิบจับมาเล่นเป็นรูปธรรมนัก ถ้าจะไปทางนี้ก็คือน่าจะสอบเอา Java Certificate ทำนองนี้

ฟัง ๆ ดูเหมือนผมกำลังจะเลือกค่าย ความจริงแล้วผมรู้ว่าเทคโนโลยีก็คือเทคโนโลยี ไม่ว่าค่ายให้ขอให้มันทำงานทำเงินให้เราได้
ก็ถือว่ามันตอบโจทย์ได้ดีพอสมควรแล้ว แต่ก็นั่นแหละ ผมก็ยังคงคิดกลับไปกลับมาอยู่ดี จะหยิบ project ใกล้มือนี้เลย หรือว่าไปสอบ Certificate ดี
ถึงบอกไงว่านี่เป็นส่วนที่โรคจิตจริง ๆ คิดแบบนี้มาก ๆ ชีวิตมันก็ไม่เดินไปไหน

ใครมีความเห็น คำแนะนำอะไรก็ตาม ผมยินดีน้อมรับครับ
เสือรัตน์มีความเห็นอะไรก็ใส่มาได้เลยนะ จะแต๊งกิ้วเลย

 

 

เอาเป็นว่าหัวข้อของการพูดคุยครั้งนี้เป็นเรื่อง ไร้เดียงสา และ มิตรภาพแล้วกัน

-1- ไร้เดียงสา

ได้ยินคำนี้แล้วทุกๆคนก็จะคิดถึงเด็ก ผมก็เช่นกัน เด็กเป็นวัยที่ไร้เดียงสา เป็นวัยที่กล้าคิด กล้าทำ โดยไม่ต้องกลัวว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร จนบ้างครั้งอาจจะเป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไป

ผมแทบจะลืมไปแล้วว่าครั้งสุดท้ายที่ผมไร้เดียงสานั้นคือเมื่อไหร่ นี้แสดงว่าผมแก่แล้วหรือเปล่า ผมพยายามจะนึกสักเรื่องหนึ่งที่ผมทำไปเพราะความไร้เดียงสา สิ่งที่แวบขึ้นมาในหัวคือเรื่องนี้

สนามฟุตบอลช่วงที่ไม่มีใครมาใช้งาน หญ้าขึ้นสูงรกร้าง เด็กๆชักชวนกันไปวิ่งเล่น และจับตั๊กแตน ทั้งตั๊กแตนปาทั๊งก้า ตั๊กแตนตำข้าว และตั๊กแตนตัวเล็กธรรมดา จับกันจนมืดค่ำ แค่นั้นไม่พอใส่ถุงพลาสติกแล้วเอามาปล่อยที่สวนหน้าบ้าน 

คิดแล้วไม่รู้ว่าเรียกว่า ไร้เดียงสาหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆตอนนั้นเราไม่ได้คิดถึงผลที่ตามมาเลยว่าเราทำให้ตั๊กแตนมันพลัดพลาดจากบ้านมันมา คิดแต่สนุกอย่างเดียว ไม่รู้ว่าเพราะผลนี้หรือเปล่าที่ทำให้เราสองคนต้องจากบ้านออกมา แต่พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนไว้ว่า ถ้าไม่มีเจตนา ก็ไม่บาป ยังไงก็ตามถ้าได้ไปทำบุญก็อย่าลืมทำบุญให้ตั๊กแตนพวกนี้บ้างแล้วกัน

รู้สึกจะมองโลกในแง่ร้ายไปหน่อย เอาแง่ดีบ้างแล้วกัน ในวัยไร้เดียงสาทำให้คิดหรือทำอะไรโดยไม่ต้องกลัวว่าผลที่ตามมาจะผิดพลาดอย่างไร ทำให้มุมมองความคิดของเรากว้าง ทุกอย่างภายใต้ใต้หล้านั้นเป็นไปได้ ถ้าใจเราคิดว่าเป็นไปได้ ไม่ว่าสิ่งใดๆก็ต้องเป็นไปได้ โชค บูลกุล เจ้าของฟาร์มโชคชัยบอกว่า เวลาเขาบริหารงาน ใช้หลักการที่ว่า "คิดอย่างเด็ก ทำอย่างผู้ใหญ่" 

-2- มิตรภาพ 

มิตรภาพในวัยเด็กมักจะเข้มข้นกว่าวัยผู้ใหญ่เป็นความจริง และความจริงอีกอย่างก็คือมิตรภาพในวัยเด็กก่อร่างสร้างขึ้นจากความไร้เดียงสา อาจเพราะเช่นนี้ ทำให้เราไม่มีฟอร์ม ไม่มีอีโก้ ในการคบกัน ไม่ตัดสินคนที่เปลือก เมื่อเราโตมากขึ้น มุมมองต่อโลกของเราเปลี่ยนไป มองโลกในแง่ร้ายมากขึ้น มองโลกที่เปลือกมากขึ้น โดยไม่ได้ดูที่เนื้อใน จึงอาจทำให้เราพลาดสิ่งดีๆ เพื่อนดีๆในชีวิตไปโดยไม่รู้ตัวก็เป็นไปได้

แต่กลับกัน เพื่อนแท้หรือเพื่อนที่ดีเพียงคนเดียวก็ดีกว่าเพื่อนกินเป็นร้อยๆคนได้ ก็คงแล้วแต่มุมมอง

ขอเพียงอย่าปิดใจ เปิดรับด้านที่ดีๆ หยิบยืนมิตรภาพที่จริงใจให้แก่กัน เราก็จะดึงดูดคนที่จะแปรเป็นเพื่อนดี เพื่อนแท้เข้ามาได้

--------------------------------------------------------- 

มีเรื่องอยากเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่ง คนเราพออายุมากขึ้นทุกอย่างจะหย่อนหมด เหลือตึงอยู่อย่างเดียวคือ "หู" 

มีคุณลุงอายุสัก 70 ปีคนหนึ่ง เส้นประสาทหูเสื่อมมาที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจการได้ยิน หมอก็ทำการทดสอบการได้ยิน พบว่าเส้นประสาทเสื่อมตามอายุ จึงแนะนำให้คุณลุงใส่เครื่องช่วยฟัง 

หลังจากเจ้าหน้าที่ใส่เครื่องช่วยฟังให้คุณลุง ก็ถามคุณลุงว่า

"คุณลุงได้ยินชัดขึ้นไหม"

คุณลุงพยักหน้า

"ชอบไหมคุณลุง"

คุณลุงส่ายหัว "ได้ยินเสียง ฟู่ๆๆๆ"

ตอนนั้นผมยืนสังเกตการณ์อยู่ในห้อง ผมไม่เห็นได้ยินอะไรเลย คุณลุงได้ยินเสียงอะไร? เครื่องช่วยฟังมันไม่ค่อยดีหรือเปล่า

เจ้าหน้าที่พูดขึ้นมาว่า "เสียงแอร์นะ ลุง"

"คนเราพอหูตึงมานานๆ จะทำให้โลกเงียบ สิ่งที่คนทั่วไปได้ยินก็จะไม่ได้ยิน พอคุณลุงใส่เครื่องช่วยฟังก็เลยไม่ชิน" เจ้าหน้าที่พูดพลางเดินไปปิดแอร์ "ดีขึ้นไหมลุง"

จังหวะนั้น ผมเย็นซ่านขึ้นมาจากเท้า อธิบายความรู้สึกตัวเองไม่ถูก เหมือนการบรรลุ"เซน"โดยฉับพลัน นานแค่ไหนแล้วที่เราเคยชินกับบางอย่าง และนานแค่ไหนแล้วที่เราลืมคุยกับตัวเราเอง

--------------------------------------

ปล. รู้สึกช่วงนี้จะฟังธรรมะบ่อย ทำให้เพี๊ยนๆไปหน่อย มองอะไรก็ปลงๆไปด้วย

ปล. You are "what you read". 

ปล. Topic หน้าเอาเรื่องอะไรดี  

 

Entry 5: มิตรภาพ

posted on 27 Oct 2009 06:04 by altenter

 

สวัสดีเสือรัตน์

รูปนี้ได้มากจาก forward email ของน้อผมเอง ผมว่ารูปนี้ "น่ารักดี" นอกจากความน่ารักแล้วบางคนบอกผมว่ามันคือความไร้เดียงสา อีกหลายคนอาจคิดว่ามันคือมิตรภาพ

...ความไร้เดียงสา

มีคนเคยบอกกับผมว่า เมื่อใดก็ตามที่เด็กเข้าใจว่าความ "ไร้เดียงสา" คืออะไร เมื่อนั้น เด็กคนนั้นได้ก้าวพ้นวัยแห่งความไร้เดียงสาไปแล้ว แม้มันอาจจะไม่ใช่กฎตายตัวแต่ผมว่ามันก็มีส่วนถูกอยู่ไม่น้อย


...มิตรภาพ

คำนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคำว่า 'เพื่อน' อย่างใกล้ชิด
หากให้มองย้อนกลับไปดูมิตรภาพและเพื่อนในชีวิตของผมเอง คงต้องบอกว่าเพื่อนในวัยเด็กของผมให้ความรู้สึกของมิตรภาพที่เข้มข้นกว่าเพื่อนในวัยโต ประเด็นลักษณะนี้ผมเคยเปิดกับเพื่อนในวงเหล้ามาแล้วมากกว่าหนึ่งครั้ง ทั้งนี้เพื่อนในวงเหล้าของผมจัดอยู่ในกลุ่มเพื่อนวัยเด็ก

พวกมันบอกว่า ...ขออนุญาตใช้คำว่า 'พวกมัน' เพื่อแสดงให้เห็นดีกรีความเข้มข้นของมิตรภาพ...พวกมันบอกว่า พวกมันก็เป็นเหมือนกัน ยิ่งโตขึ้นจำนวนคนที่รู้จักก็เพิ่มมากขึ้น แต่เหมือนจำนวนเพื่อนไม่ได้เพิ่มตาม คนที่มาใหม่มันไม่เหมือนเพื่อนเก่าที่มีอยู่ ใช่ คนนั้นไม่ดี คนนี้ก็แปลก ๆ  คนโน้นก็ดีแต่ว่า...บลา บลา บลา

ว่ากันจริง ๆ  แล้ว ผมก็ไม่ได้นั่งกินเหล้ากับพระอรหันต์ที่ไหน ทุกคนไม่ได้ perfect แต่เราก็เป็นเพื่อนกันได้ ไม่มีปัญหา

สรุปว่า เป็นเราเองรึเปล่าที่มีข้ออ้างในการไม่ไขว่คว้ามิตรภาพ ยิ่งอายุเพิ่มก็ยิ่งเพิ่มเงื่อนไขให้กับสิ่งรอบตัว ให้กับโลกใบนี้ และแยกตัวออกจากสิ่งรอบข้าง เมื่อเห็นสิ่งใดไม่เป็นไปตามเงื่อนไขก็พร้อมจะกีดกัน

หากรูปข้างบนแสดงถึงมิตรภาพจริง เด็กในรูปคงโตพอจะรู้ว่านี่คือหมา แต่เมื่อไร้ซึ่งเส้นแบ่งกั้น มิตรภาพก็เกิดขึ้นง่ายเพียงแค่เอื้อมมือออกไป

อีกไม่กี่วันก็จะวันเกิดผมแล้ว หากพรที่ขอในวันเกิดสามารถเป็นจริงได้ ผมขอให้เส้นแบ่งกั้นของผมน้อยลงเพื่อผมจะได้มีเพื่อนมากขึ้น ไม่แน่ว่าในอนาคตเมื่อเส้นแบ่งของผมลดลงไปได้จำนวนหนึ่ง วงเหล้าของผมอาจมีสมาชิกใหม่มาร่วมวง วันนั้นพวกมันอาจจะได้นั่งกินเหล้ากับหมาซักตัวก็ได้