เอาเป็นว่าหัวข้อของการพูดคุยครั้งนี้เป็นเรื่อง ไร้เดียงสา และ มิตรภาพแล้วกัน

-1- ไร้เดียงสา

ได้ยินคำนี้แล้วทุกๆคนก็จะคิดถึงเด็ก ผมก็เช่นกัน เด็กเป็นวัยที่ไร้เดียงสา เป็นวัยที่กล้าคิด กล้าทำ โดยไม่ต้องกลัวว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร จนบ้างครั้งอาจจะเป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไป

ผมแทบจะลืมไปแล้วว่าครั้งสุดท้ายที่ผมไร้เดียงสานั้นคือเมื่อไหร่ นี้แสดงว่าผมแก่แล้วหรือเปล่า ผมพยายามจะนึกสักเรื่องหนึ่งที่ผมทำไปเพราะความไร้เดียงสา สิ่งที่แวบขึ้นมาในหัวคือเรื่องนี้

สนามฟุตบอลช่วงที่ไม่มีใครมาใช้งาน หญ้าขึ้นสูงรกร้าง เด็กๆชักชวนกันไปวิ่งเล่น และจับตั๊กแตน ทั้งตั๊กแตนปาทั๊งก้า ตั๊กแตนตำข้าว และตั๊กแตนตัวเล็กธรรมดา จับกันจนมืดค่ำ แค่นั้นไม่พอใส่ถุงพลาสติกแล้วเอามาปล่อยที่สวนหน้าบ้าน 

คิดแล้วไม่รู้ว่าเรียกว่า ไร้เดียงสาหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆตอนนั้นเราไม่ได้คิดถึงผลที่ตามมาเลยว่าเราทำให้ตั๊กแตนมันพลัดพลาดจากบ้านมันมา คิดแต่สนุกอย่างเดียว ไม่รู้ว่าเพราะผลนี้หรือเปล่าที่ทำให้เราสองคนต้องจากบ้านออกมา แต่พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนไว้ว่า ถ้าไม่มีเจตนา ก็ไม่บาป ยังไงก็ตามถ้าได้ไปทำบุญก็อย่าลืมทำบุญให้ตั๊กแตนพวกนี้บ้างแล้วกัน

รู้สึกจะมองโลกในแง่ร้ายไปหน่อย เอาแง่ดีบ้างแล้วกัน ในวัยไร้เดียงสาทำให้คิดหรือทำอะไรโดยไม่ต้องกลัวว่าผลที่ตามมาจะผิดพลาดอย่างไร ทำให้มุมมองความคิดของเรากว้าง ทุกอย่างภายใต้ใต้หล้านั้นเป็นไปได้ ถ้าใจเราคิดว่าเป็นไปได้ ไม่ว่าสิ่งใดๆก็ต้องเป็นไปได้ โชค บูลกุล เจ้าของฟาร์มโชคชัยบอกว่า เวลาเขาบริหารงาน ใช้หลักการที่ว่า "คิดอย่างเด็ก ทำอย่างผู้ใหญ่" 

-2- มิตรภาพ 

มิตรภาพในวัยเด็กมักจะเข้มข้นกว่าวัยผู้ใหญ่เป็นความจริง และความจริงอีกอย่างก็คือมิตรภาพในวัยเด็กก่อร่างสร้างขึ้นจากความไร้เดียงสา อาจเพราะเช่นนี้ ทำให้เราไม่มีฟอร์ม ไม่มีอีโก้ ในการคบกัน ไม่ตัดสินคนที่เปลือก เมื่อเราโตมากขึ้น มุมมองต่อโลกของเราเปลี่ยนไป มองโลกในแง่ร้ายมากขึ้น มองโลกที่เปลือกมากขึ้น โดยไม่ได้ดูที่เนื้อใน จึงอาจทำให้เราพลาดสิ่งดีๆ เพื่อนดีๆในชีวิตไปโดยไม่รู้ตัวก็เป็นไปได้

แต่กลับกัน เพื่อนแท้หรือเพื่อนที่ดีเพียงคนเดียวก็ดีกว่าเพื่อนกินเป็นร้อยๆคนได้ ก็คงแล้วแต่มุมมอง

ขอเพียงอย่าปิดใจ เปิดรับด้านที่ดีๆ หยิบยืนมิตรภาพที่จริงใจให้แก่กัน เราก็จะดึงดูดคนที่จะแปรเป็นเพื่อนดี เพื่อนแท้เข้ามาได้

--------------------------------------------------------- 

มีเรื่องอยากเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่ง คนเราพออายุมากขึ้นทุกอย่างจะหย่อนหมด เหลือตึงอยู่อย่างเดียวคือ "หู" 

มีคุณลุงอายุสัก 70 ปีคนหนึ่ง เส้นประสาทหูเสื่อมมาที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจการได้ยิน หมอก็ทำการทดสอบการได้ยิน พบว่าเส้นประสาทเสื่อมตามอายุ จึงแนะนำให้คุณลุงใส่เครื่องช่วยฟัง 

หลังจากเจ้าหน้าที่ใส่เครื่องช่วยฟังให้คุณลุง ก็ถามคุณลุงว่า

"คุณลุงได้ยินชัดขึ้นไหม"

คุณลุงพยักหน้า

"ชอบไหมคุณลุง"

คุณลุงส่ายหัว "ได้ยินเสียง ฟู่ๆๆๆ"

ตอนนั้นผมยืนสังเกตการณ์อยู่ในห้อง ผมไม่เห็นได้ยินอะไรเลย คุณลุงได้ยินเสียงอะไร? เครื่องช่วยฟังมันไม่ค่อยดีหรือเปล่า

เจ้าหน้าที่พูดขึ้นมาว่า "เสียงแอร์นะ ลุง"

"คนเราพอหูตึงมานานๆ จะทำให้โลกเงียบ สิ่งที่คนทั่วไปได้ยินก็จะไม่ได้ยิน พอคุณลุงใส่เครื่องช่วยฟังก็เลยไม่ชิน" เจ้าหน้าที่พูดพลางเดินไปปิดแอร์ "ดีขึ้นไหมลุง"

จังหวะนั้น ผมเย็นซ่านขึ้นมาจากเท้า อธิบายความรู้สึกตัวเองไม่ถูก เหมือนการบรรลุ"เซน"โดยฉับพลัน นานแค่ไหนแล้วที่เราเคยชินกับบางอย่าง และนานแค่ไหนแล้วที่เราลืมคุยกับตัวเราเอง

--------------------------------------

ปล. รู้สึกช่วงนี้จะฟังธรรมะบ่อย ทำให้เพี๊ยนๆไปหน่อย มองอะไรก็ปลงๆไปด้วย

ปล. You are "what you read". 

ปล. Topic หน้าเอาเรื่องอะไรดี  

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet