Entry 15: โชว์คนจริง

posted on 18 May 2010 10:58 by altenter in Dream, Movie

 

 

 สวัสดี เสือรัตน์

เมื่อวันก่อนน้องคนหนึ่งเอาหนังเรื่องหนึ่งมาให้ผมดู แล้วมีการบ้านว่า “ดูแล้วคิดยังไง” สำหรับผมแล้ว คำถามแบบนี้มันคล้ายกันโจทย์ในการวิจารณ์หนัง ซึ่งผมคงต้องออกตัวไว้แต่ตรงนี้เลยว่า ผมเป็นคนชอบอ่านบทความวิจารณ์หนังของคนอื่น แต่ตัวเองไม่มีความรู้อะไรในทางนี้ที่พอจะไปวิจารณ์หนังของใครได้ ...ซึ่งเอาเข้าจริงผมอาจจะไม่ได้มีความรู้แตกฉานในทางใดที่พอจะไปวิจารณ์อะไรได้ซักอย่างเลย ชิบ! ก็ลองดูละกัน

ขอตั้งคำถามเล่น ๆ  เสือรัตน์จะคิดอย่างไร ทำอย่างไร สมมติว่า พรุ่งนี้เราตื่นขึ้นมาแล้วบังเอิญค้นพบความจริงอะไรบางอย่าง ความจริงที่ว่าคือ  ชีวิตของเราทุกวินาทีตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบันนั้น ถูกจับตามองมาโดยตลอดแบบ reality 24 ชั่วโมง ผ่านการถ่ายทอดสดเหมือนรายการ Big Brother ให้คนทั้งโลกได้ดู เรื่องที่น่าตกใจไม่แพ้กันคือ ผู้คนที่เรารู้จักตั้งแต่คนในครอบครัว พ่อ แม่ พี่ น้อง แฟน เพื่อน ทุกคนในสังคมล้วนเป็นนักแสดงที่ถูกจ้างมาให้แสดงไปตามบาบาทนั้น พวกเค้าไม่ได้มีความผูกพันทางใจใด ๆ ที่จริงแท้ นอกเหนือไปจากเงินที่รับเป็นค่าจ้าง

ยิ่งไปกว่านั้น อาชีพการงานของเรา รวมไปถึงสิ่งที่เป็นความสำเร็จ ความล้มเหลวในชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมด ที่แท้ไม่ได้เป็นเพราะความสามารถของตัวเราเองเลย หากแต่มีคนกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วว่า เราต้องพบเจอสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็น ความสมหวังที่คนที่เรารักตอบรับรักเรา หรือความผิดหวังสำหรับความฝันที่ไม่เป็นจริง และความรู้สึกอื่น ๆ ทั้งหมดทั้งมวล

ถึงตรงนี้คงพอจะพูดได้ว่า ในเช้าวันพรุ่งนี้ความจริงเพียงหนึ่งเดียวที่เสือรัตน์จะค้นพบคือ ทุกอย่างไม่ใช่ความจริง

ในโลกของความเป็นจริง เรื่องแบบนี้อาจไม่มีทางเกิดขึ้นกับใคร แต่ในโลกของหนังมันเกิดขึ้นกับนาย Truman Burbank ในเรื่อง The Truman Show

"We accept the reality of the world with which we are presented."
มือสมัครเล่นอย่างผมแปลได้ว่า
"เรารับรู้ความจริงของโลกนี้จากสิ่งที่ถูกนำเสนอ"

Truman ถูกกำหนดมาแล้วว่า เค้าต้องรับรู้อะไรบ้างในหนึ่งวัน รวมไปถึง การกิน ดื่ม และต้องใช้สินค้าอะไร Truman ไม่มีวันรู้เลยว่า "ความจริง" ที่เค้ารับรู้ทั้งหมดนั้น แท้จริงมีคนคอยบงการ คอยนำมันมาเสนอแก่ตัวเขา แม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่ในโลกลวง ๆ แบบ The Truman Show แต่ประโยคในหนังข้างบนมันทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า สภาพแวดล้อมของเราตอนนี้มันอาจจะน่าเป็นห่วงกว่าโลกของ The Truman Show เช่น ถ้าไม่ขาดความรู้รอบตัวจนเกินไปนัก เราคงพอจะรู้ว่าถุงพลาสติกกำลังกลายเป็นปัญหาสภาพแวดล้อมของโลก เนื่องจากพลาสติกที่บอกว่าย่อยสลายได้ แท้จริงแล้วมันไม่ได้หายไปไหน มันแค่แตกตัวเล็กลงแล้วไหลลงไปอยู่ในทะเล นอกจากเป็นปัญหาสภาพแวดล้อมแล้ว มันยังไปสะสมอยู่ในสัตว์ทะเล แล้วเราก็จับสัตว์ทะเลมากิน ในความรู้สึกผม เมื่อถุงพลาสติกมันมีให้เราใช้อยู่ทุกซอกมุมของเมือง ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ไปจนถึง 7-11 แม้เราจะรู้ว่ามันกำลังเป็นปัญหาระดับโลก แต่การกระทำที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่า แม้จะมีคนเตือนเราเกี่ยวกับภัยที่จะเกิดขึ้นจากถุงพลาสติก เรากลับ "เลือกรับรู้" ว่าความสะดวกสบายมันจำเป็น และมันมีค่าพอ ที่เราจะเอาถุงพลาสติกไปยัดปากเพื่อนข้างบ้าน เอาไปยัดปากคนที่เดินสวนกันไปเมื่อกี๊ และยัดปากตัวเอง เพื่อแลกกับความสะดวกสบายนั้น

พูดอีกอย่างคือ "การเลือกรับรู้" บางทีก็ดูจะน่ากลัวกว่าการ "ถูกนำเสนอ" ดังเช่นเหตุการณ์บ้านเมืองที่เป็นอยู่

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมได้รับจาก Truman คือ แม้ว่า Truman จะมีอาชีพการงานที่มั่นคง มีสภาพแวดล้อมที่ดี และปลอดภัย Truman ยังคงไม่ละทิ้งความสงสัยในสิ่งรอบตัวเค้าที่คงต้องบอกว่า "ดี" และสมบูรณ์พร้อม Truman เริ่มมองโลกในมุมใหม่ และกล้าทำอะไรใหม่ ๆ  และในท้ายที่สุด Truman ยังคงไม่ทิ้งความฝันของเค้าที่จะเป็นนักเดินทาง แม้ต้องต่อสู้กับความกลัวภายในใจ และยอมสละความสุขสบายภายนอกที่มีอยู่เช่น ความปลอดภัย การงานที่ดี เพื่อได้ออกเดินทางค้นหาโลก ค้นหาความจริงในที่สุด

ที่เสือรัตน์บอกว่าความใฝ่ฝันคือการได้เรียนวิศวะคอมฯ แต่จะด้วยโชคชะตาหรืออะไรก็แล้วแต่ ทำให้มันกลายเป็นปมในใจไปแล้วที่ไม่ได้ไปเรียนทางนั้น ผมเดาว่าคงจะมีใครซักคน หรืออาจจะเป็นตัวเสือรัตน์เอง บอกว่า "มันสายเกินไปแล้วที่จะกลับไปเรียน" ถ้าเสือรัตน์ยังมีความฝันนั้นอยู่ สำหรับผมที่เคยผ่านทางมาก่อน ข้อแนะนำ คือ ให้บอกคนพวกนั้นกลับไปว่ามันยังไม่สาย แล้วไปสมัครเรียนที่ไหนสักที่ จะเรียนแบบ part-time ก็ได้ แล้วรับรองว่า แค่สองปีให้หลัง ปมนี้จะหายไป เสือรัตน์จะไม่ต้องมองคนอื่นด้วยสายตาอิจฉาไปตลอดชีวิตอีก แต่จะมีอีกหลายสายตาที่มองเสือรัตน์ด้วยความรู้สึกนั้น

อนึ่ง ผมเชื่อว่าเราทุกคนมีหัวใจของนักเดินทางแบบ Truman หลับใหลอยู่ภายใน การเดินทางนั้นอาจไม่ทำให้เสือรัตน์โด่งดังแบบทุกคนในรายการ The Idol แต่นั่นคงไม่นับเป็นสาระสำคัญ สิ่งสำคัญมันอยู่ที่เสือรัตน์พร้อมจะพา Truman ออกเดินทางออกจากเมืองลวง ๆ กับความรู้สึกปลอดภัยแบบลวง ๆ แต่กลวงโบ๋ เมื่อไหร่ต่างหาก


Good morning, and in case I don't see ya, good afternoon, good evening, and good night!
แมวเซาเอง

ปล. 1 นางเอกของเรื่องหน้าเหมือน เจี๊ยบ โสภิตนภา ราวกับพี่น้อง

ปล. 2 "แล้วนายละ แมวเซา มีความฝันบ้างหรือเปล่า หรือปล่อยให้เรือชีวิตถูกคลื่นทะเลพัดพาล่องลอยไปเรื่อยๆ"
เมื่อสี่ปีก่อน ผมอยากเป็น Programmer แม้จะฟังดูไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่อะไร แต่ตอนนี้ผมได้เป็นแล้ว อยากบอกเสือรัตน์ว่า ช่วงที่สนุกที่สุดคือช่วงที่ถูกคลื่นทะเลพัดนี่แหละ

ปล. 3 เมื่อเดือนกว่า ๆ  ที่แล้ว ผมมีโอกาสกลับไปเยี่ยมบ้าน และพบปะเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานาน เสือรัตน์เคยเป็นไหม ยิ่งเวลาผ่านไป การได้เจอกับเพื่อนที่รู้จักกันมานานมันช่างให้ความรู้สึกที่ดี และแปลกประหลาดไปพร้อม ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนวัยเด็ก เพื่อนบ้าน เพื่อนเก่า เพื่อนรัก เพื่อนสนิท และอีกหลายเพื่อน น่าเสียดายที่เราไม่ได้เจอกัน

ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ  ที่ผมไม่ได้เขียนตอบเสือรัตน์เลยเป็นเวลาสองเดือนกว่า ถ้าจะมีข้ออ้างที่พอจะมีน้ำหนักอยู่บ้างคงต้องบอกว่า เหตุการณ์บ้านเมืองที่ตึงเครียดพลอยทำให้ผมหมดอารมณ์เขียนหนังสือเอาดื้อ ๆ 

บาง คนบอกกับผมว่าช่วงนี้ถ้าไม่อยากเสียเพื่อน ก็จะเป็นการดีกว่าที่จะหลีกเลี่ยงการพูดคุยเรื่องการเมือง เพราะ หากค้นพบว่าเพื่อนคนนี้ไม่ใช่เพื่อนร่วมอุดมการณ์(ทางการเมือง) ก็อาจส่งผลให้สภาวะเพื่อนในมิติอื่น ๆ  ของเราทลายครืนกันแบบง่าย ๆ ชิบ!

เพิ่มเติม:
นักแสดงนำของ The Truman Show คือนาย Jim Carrey เล่นเป็น Truman เท่าที่ผมได้ดูหนังที่ Jim แสดง เค้ามักได้รับบทให้ต้องทำสีหน้าและท่าทางที่ บ้า ๆ  บวม ๆ  แบบหลุดโลกอยู่ตลอดเวลา แต่เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่ผมเห็นเค้าได้แสดงเป็นคน ที่ดูปกติ หรืออย่างน้อยที่สุดเค้าก็เป็นคน “ปกติ” คนเดียวในเรื่องนี้ แต่ผู้คนและสภาพแวดล้อมที่เหลือทั้งหมดที่แวดล้อมตัวเค้าต่างหากที่ “ไม่ปกติ” และ Truman ในเรื่องมีอายุเท่า ๆ กันพวกเราตอนนี้พอดี

Reality tv รายการแรกที่ผมรู้จักคือ Academy Fantasia ในปี 2004 ขณะที่ดูผมจึงรู้สึกว่า “โอ้ หนังเรื่องนี้ช่างล้ำสมัยจริง ๆ” แต่หลังจากดูจบแล้วมาหาข้อมูล ก็ได้รู้ว่ารายการจำพวก reality มันมีมาตั้งแต่ทศวรรษ 1950 โน่นแล้ว ชิบ! แต่ถึงอย่างไรก็ต้องให้ credit ในเรื่องความนำสมัยกับหนังเรื่องนี้บ้าง เพราะกว่ารายการ reality จะเข้าขั้นการเป็นกระแสระดับโลกก็คือช่วงต้นทศวรรษ 2000 หรือช่วงสิบปีมานี่เอง

edit @ 19 May 2010 06:27:59 by ss-ck

Comment

Comment:

Tweet

มันคงน่ากลัวนะถ้าเราขยับตัวทำอะไรแล้วมีคนเห็นตลอด
:ถ้าเรารู้ว่าเค้ามองเราอยู่ เราคงไม่กล้าทำอะไรที่เลวร้าย-แต่คงกดดันน่าดู เพราะสัญชาตญาณดิบของคนมันคุกรุ่นอยู่ภายใน (แต่ก็เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนโดยพื้นฐานแล้ว อยากเป็นคนดี เพียงแต่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของมนุษย์ที่จะพาเราไปทางไหน)
:ถ้าคนที่ถูกมอง ไม่รู้ว่ามีคนอื่นมองอยู่-อันนี้น่าสนใจที่จะเอาไปใช้กับการเฝ้ามองพฤติกรรมผู้ต้องสงสัยนะ...ว่ามะ question

#3 By เอ๋ (114.128.17.63) on 2010-05-30 15:20

ถ้าเพิ่มเติมได้ช่วยรบกวนด้วยนะครับว่าเห็นสัญลักษณ์อะไรในนั้น ผมอยากรู้ว่าคนอื่นมองเห็นอะไรบ้างใน The Truman Show

ขอบคุณครับ
แมวเซา

#2 By ss-ck on 2010-05-19 20:32

ชอบเรื่อง The Truman Show เหมือนกันครับ

มีการใช้ภาษาสัญลักษณ์เยอะแยะเลย ^w^ Hot!

#1 By วิหคสีคราม on 2010-05-18 11:37